PolkaDot Chocolate: เมื่อการเดินทางทางจิตถูกออกแบบในห้องแล็บ

ในโลกของการท่องสำรวจจิตสำนึก เห็ดวิเศษเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อกับธรรมชาติและความเข้าใจตนเอง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีและเคมีสมัยใหม่ได้สร้างเส้นทางจิตใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งมีชีวิตเลย เส้นทางที่มนุษย์สร้างขึ้นเองในห้องแล็บ

ช็อกโกแล็ตเห็ดวิเศษอย่าง PolkaDot และ One Up! ที่พบเห็นกว้างขวางโดยเฉพาะหลังจากเปิดเสรีกัญชาในปี 2022 มีรายงานพบว่าทำมาจากสารสังเคราะห์ในกลุ่ม tryptamine analogues อย่าง 4-AcO-DET และ 4-HO-DET อยู่ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสารที่ถูกออกแบบให้เลียนแบบ psilocybin ที่พบในเห็ดวิเศษ (psilocybe mushroom)


เห็ดธรรมชาติกับสารสังเคราะห์: สองเส้นทางสู่การตื่นรู้

เห็ดวิเศษที่เกิดจากธรรมชาติจะมีสาร psilocybin (ไซโลไซบิน) เป็นสารในกลุ่ม tryptamine derivative หรือพูดง่าย ๆ ก็คือสารที่มีโครงสร้างพื้นฐานมาจากทริปตามีน 4-phosphoryloxy-N,N-dimethyltryptamine เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ทำการย่อยและแปรเปลี่ยนเป็นสารที่เรียกว่า psilocin (ไซโลซิน) ชื่อทางเคมี 4-hydroxy-N,N-dimethyltryptamine [4-HO-DMT]

ซึ่ง Psilocin (4-HO-DMT) นี่แหละคือสารที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับ serotonin receptors  (โดยเฉพาะ 5-HT₂A) ในสมอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ (perception) ความคิด (thought) และอารมณ์ (emotion) ซึ่งก็คือการออกฤทธิ์ประสบการณ์ทางจิตเชิงลึก (psychedelic experience) ทำให้การรับรู้กว้างขึ้น จิตใจเชื่อมโยงกับความรู้สึกและสิ่งรอบตัวมากขึ้น

ในทางกลับกัน สารสังเคราะห์ในแล็บอย่าง 4-AcO-DET หรือ 4-HO-DET ถูกดัดแปลงโครงสร้างทางเคมีที่ทำให้เกิดผลที่ต่างออกไป มันจับกับ receptor ในสมองแน่นกว่าและนานกว่า จึงให้ความรู้สึกที่นุ่ม ลื่น และต่อเนื่อง แต่ในนั้นก็มีความเสี่ยงเพราะ receptor อยู่ในสภาวะเปิดรับเกินไป


โลกของ Research Chemical: ความแม่นยำที่ยังไร้ขอบเขต

Research chemical หมายถึงสารสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานวิจัยเพื่อศึกษากลไกสมองมนุษย์และพัฒนาเป็นยารักษาในอนาคต แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีแล็บใต้ดินทั่วโลกได้ผลิตสารเหล่านี้ขึ้นเพื่อจำหน่ายในตลาดมืด เพราะเพียงการปรับโครงสร้างโมเลกุลเล็กน้อย นักเคมีก็สามารถสร้างสารใหม่ที่ยังไม่ถูกควบคุมในตลาดนำออกมาขายได้ เช่น 4-AcO-DET ยังไม่ถูกระบุในกฎหมายโดยตรง ทำให้ผู้ผลิตบางรายใช้ช่องว่างนี้วางขายในรูปแบบ research chemical

ไม่ต่างจากเคสของกัญชาและสารสังเคราะห์ synthetic cannabinoid อย่างเช่น spice และ K2

โดยจุดประสงค์ก็เพื่อศึกษาการทำงานของ receptor CB1 และ CB2 ในสมอง แต่มีแล็บใต้ดินดัดแปลงสูตรเพื่อจำหน่ายผ่านช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่หลายคนไม่รู้ว่าสารเหล่านี้แรงกว่าแคนนาบินอยด์ธรรมชาติ จับกับ CB1 แน่นและนานกว่า THC ปกติส่งผลให้มีฤทธิ์นานถึง 2-4วันและส่งผลให้สมอง หัวใจ ตับ และไตต้องทำงานหนักผิดปกติ


เหตุผลที่ผู้ผลิตเลือกใช้สารสังเคราะห์

ในมุมของผู้ผลิต การควบคุมปริมาณในการแบ่งกินคือจุดขาย เห็ดธรรมชาติแต่ละชิ้นมีปริมาณ psilocybin ต่างกันไป ทำให้คาดเดาโดสยาก แต่สารสังเคราะห์สามารถควบคุมปริมาณได้ในระดับมิลลิกรัม ผลิตง่ายกว่า เก็บรักษาง่ายกว่า

พวกสาร psilocybin ในเห็ดสดหรือเห็ดแห้งจะแปรได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อโดนความร้อนหรือความชื้น การทำเมื่อเทียบกับ 4-AcO-DET และ 4-HO-DET มีความคงตัวทางเคมีสูงและควบคุมได้มากกว่า จึงได้ผลที่สม่ำเสมอเมื่อนำมาผสมในช็อกโกแลต

ผลิตภัณฑ์อย่าง PolkaDot ที่ถูกออกแบบให้แบ่งชิ้นได้ง่าย ควบคุมปริมาณชัดเจน แต่ในความเรียบง่ายนั้น มีคำถามซ่อนอยู่ว่าสารสังเคราะห์จากแล็บจะสามารถให้ประสบการณ์ ปัญญา และสมดุลแบบธรรมชาติได้หรือไม่?

การเดินทางที่ออกแบบได้ แต่ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน

ผู้ใช้หลายคนอธิบายว่าสารสังเคราะห์จากช็อกโกแล็ตให้ประสบการณ์ที่นุ่มนวลกว่าเหมือนการเดินทางทางจิตที่ค่อย ๆ พาเข้าสู่ภายในโดยไม่กระชากเหมือนเห็ดจริง แต่ในบางเคส ผลที่เกิดขึ้นกลับยาวนานเกินไปจนผู้ใช้รู้สึกค้างอยู่ในสภาวะเปิดรับ ความคิดไม่ปิดกลับ หรืออารมณ์ไม่เสถียรหลังจากกลับมา

เป็นเพราะร่างกายยังไม่รู้จักโมเลกุลเหล่านี้ดีพอ ที่เข้ามาในร่างกายในรูปแบบบริสุทธิ์และจับรับ receptor อย่างแน่น ระบบประสาทที่ไม่คุ้นไม่สามารถประมวลและขับออกได้เหมือนสารธรรมชาติ ผลจึงอาจแตกต่างในแต่ละบุคคลอย่างคาดเดาไม่ได้


เส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมกับจิตใจมนุษย์

โลกของ research chemical คือการทดลองของมนุษย์กับพรมแดนของจิตสำนึก มันสะท้อนความพยายามจะควบคุมสิ่งที่เป็นธรรมชาติให้กลายเป็นสูตรคำนวณได้ 

ปัจจุบัวิทยาศาสตร์ยังตอบไม่ได้ว่าการออกแบบการเดินทางของจิตด้วยสารสังเคราะห์ จะส่งผลต่อสมองและอารมณ์ในระยะยาวอย่างไร เพราะสารเหล่านี้ยังใหม่กับโลกและนักเดินทางทางจิตทั้งหลาย

เห็ดธรรมชาติสอนให้เรารู้จักจังหวะของจักรวาล ส่วนสารสังเคราะห์กำลังสอนให้เราตระหนักว่า แม้เราจะออกแบบได้ทุกอย่าง แต่เราอาจยังไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง


Source:

Leave a comment